Wednesday, September 26, 2018
Friday, October 15, 2010
ยินดีต้อนรับ
Blog นี้ทำขึ้นเพื่อแสดงผลงานการเรียนรู้ในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางหลักสูตรและการสอนซึ่งผลงานมี 2 ส่วนสำคัญ คือ
1. งานรายบุคคล ได้แก่ โครงการและผลงานต้นแบบ
2. งานกลุ่ม ได้แก่ การค้นคว้าและอภิปราย กับรายงานสรุปผลการค้นคว้าและอภิปราย
ติดตามชมผลงานและแสดงความคิดเห็นได้นะคะ
1. งานรายบุคคล ได้แก่ โครงการและผลงานต้นแบบ
2. งานกลุ่ม ได้แก่ การค้นคว้าและอภิปราย กับรายงานสรุปผลการค้นคว้าและอภิปราย
ติดตามชมผลงานและแสดงความคิดเห็นได้นะคะ
Saturday, October 9, 2010
ทำไมต้องเลือกพัฒนาคลังวิดีโอจาก YouTube.com
ทำไมต้องเลือกพัฒนาคลังวิดีโอจาก YouTube.com เป็นสื่อเสริมการจัดการเรียนรู้
จากการเรียนรู้เรื่อง web 2.0 ทำให้ดิฉันได้มีความรู้เกี่ยวกับ YouTube.com และเกิดแนวคิดในการนำไปใช้เป็นสื่อเสริมในการจัดการเรียนการสอน จึงขอสรุปเกี่ยวกับYouTube ไว้ดังนี้นะคะ
YouTube.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนวิดีโอระหว่างผู้ใช้โดยเป็นบริการแบบให้ฟรี ซึ่งปัจจุบันพบว่ามี จำนวนวิดีโอบนYouTube มากกว่า 6 ล้านคลิป โดยอัตราการเพิ่มจำนวนคลิปวิดีโอ เป็น20% ต่อเดือน หมายความว่าหากคุณต้องการดูวิดีโอทั้งหมดใน YouTube จะต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 9,305 ปี เลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น วิดีโอเพื่อความบันเทิง แต่ในปัจจุบันพบว่าได้มีผู้สนใจ upload วิดีโอ ด้านอื่นๆ ขึ้นอีกมากมาย เพราะว่าเป็นโอกาสทองที่ได้เผยแพร่ผลงานของตนไปทั่วโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดิฉันจึงคิดว่าหากเราศึกษาวิเคราะห์ วิดีโอใน YouTube ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย แล้วเลือกและรวบรวมไว้เป็นคลังสำหรับใช้ในการเสริมการจัดการเรียนรู้ในวิชาที่สอนอยู่ก็จะเป็นประโยชน์ นอกจากนั้นหากนักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้จาก YouTube ที่เรารวบรวมไว้ นอกจากจะได้ความรู้จากการดูภาพเคลื่อนไหวเหมือนจริงอันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีตามหลักการของ เอดการ์ เดล แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้จัดทำ คลิปวิดีโอ ของตนเองเพื่อเผยแพร่ใน YouTube.com ซึ่งเป็นการเผยแพร่ไปทั่วโลก และเปิดดูเองก็ได้ ทำให้นักศึกษาเหล่านั้นภาคภูมิใจในตนเอง รายวิชาที่ดิฉันเลือกพัฒนาคลังวิดีโอไว้ ในงานโครงการนี้ คือ รายวิชา หลักการสอนและการจัดการเรียนรู้ ซึ่งวัตถุประสงค์ของรายวิชา คือ ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ มีทักษะการจัดการเรียนรู้ สามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้ได้ ผู้เรียนทุกคนต้องทำการสอนแบบจุลภาค หากเขาได้เห็นตัวย่างการใช้ทักษะต่างๆ มีโอกาสฝึกฝนและนำเสนอผลการฝึกฝนของตนก็จะทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของรายวิชา และหลังจากนำคลังวิดีโอนี้ไปใช้แล้ว ดิฉันวางแผนว่าจะรวบรวมผลงานของผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้แบบจุลภาคและการใช้ทักษะต่างๆ upload ขึ้น YouTube ด้วย โดยจะเลือกเฉพาะผลงานที่ผ่านการปรับปรุงแล้วและเห็นว่าเป็นผลงานที่ดีมีคุณภาพ สำหรับผลงานที่ยังไม่ดีนั้นนักศึกษาสามารถนำไป upload เองได้ ถ้าต้องการ
การนำเสนอโครงการของดิฉันจะทำเป็นเว็บไซต์ ที่ประกอบด้วยเมนูสำคัญ คือ ประมวลรายวิชาอิเล็กทรอนิกส์ และคลังวิดีโอที่สอดคล้องตามสาระเนื้อหาในรายวิชา ซึ่งกำหนดกรอบการทำในช่วงนี้ไว้ 6 เรื่องเท่าที่จะหาได้ในเวลาจำกัด ได้แก่ การนำเข้าสู่บทเรียน การตั้งคำถาม การใช้สื่อการเรียนรู้ การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ การจัดกระบวนการกลุ่ม และการจัดการเรียนรู้แบบต่างๆ หากผู้อ่านสนใจก็ คลิกดูได้ที่ เมนู My Project หลังจากนั้นประมาณ 3 วันนะคะ (ขณะนี้กำลังดำเนินการนำโครงการที่ทำไว้ ขึ้น web อยู่ค่ะ)
จากการเรียนรู้เรื่อง web 2.0 ทำให้ดิฉันได้มีความรู้เกี่ยวกับ YouTube.com และเกิดแนวคิดในการนำไปใช้เป็นสื่อเสริมในการจัดการเรียนการสอน จึงขอสรุปเกี่ยวกับYouTube ไว้ดังนี้นะคะ
YouTube.com เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการแลกเปลี่ยนวิดีโอระหว่างผู้ใช้โดยเป็นบริการแบบให้ฟรี ซึ่งปัจจุบันพบว่ามี จำนวนวิดีโอบนYouTube มากกว่า 6 ล้านคลิป โดยอัตราการเพิ่มจำนวนคลิปวิดีโอ เป็น20% ต่อเดือน หมายความว่าหากคุณต้องการดูวิดีโอทั้งหมดใน YouTube จะต้องใช้เวลาทั้งสิ้น 9,305 ปี เลยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น วิดีโอเพื่อความบันเทิง แต่ในปัจจุบันพบว่าได้มีผู้สนใจ upload วิดีโอ ด้านอื่นๆ ขึ้นอีกมากมาย เพราะว่าเป็นโอกาสทองที่ได้เผยแพร่ผลงานของตนไปทั่วโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดิฉันจึงคิดว่าหากเราศึกษาวิเคราะห์ วิดีโอใน YouTube ซึ่งมีอยู่อย่างมากมาย แล้วเลือกและรวบรวมไว้เป็นคลังสำหรับใช้ในการเสริมการจัดการเรียนรู้ในวิชาที่สอนอยู่ก็จะเป็นประโยชน์ นอกจากนั้นหากนักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้จาก YouTube ที่เรารวบรวมไว้ นอกจากจะได้ความรู้จากการดูภาพเคลื่อนไหวเหมือนจริงอันจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีตามหลักการของ เอดการ์ เดล แล้ว ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้จัดทำ คลิปวิดีโอ ของตนเองเพื่อเผยแพร่ใน YouTube.com ซึ่งเป็นการเผยแพร่ไปทั่วโลก และเปิดดูเองก็ได้ ทำให้นักศึกษาเหล่านั้นภาคภูมิใจในตนเอง รายวิชาที่ดิฉันเลือกพัฒนาคลังวิดีโอไว้ ในงานโครงการนี้ คือ รายวิชา หลักการสอนและการจัดการเรียนรู้ ซึ่งวัตถุประสงค์ของรายวิชา คือ ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎีการเรียนรู้ มีทักษะการจัดการเรียนรู้ สามารถออกแบบและจัดการเรียนรู้ได้ ผู้เรียนทุกคนต้องทำการสอนแบบจุลภาค หากเขาได้เห็นตัวย่างการใช้ทักษะต่างๆ มีโอกาสฝึกฝนและนำเสนอผลการฝึกฝนของตนก็จะทำให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของรายวิชา และหลังจากนำคลังวิดีโอนี้ไปใช้แล้ว ดิฉันวางแผนว่าจะรวบรวมผลงานของผู้เรียนในการจัดการเรียนรู้แบบจุลภาคและการใช้ทักษะต่างๆ upload ขึ้น YouTube ด้วย โดยจะเลือกเฉพาะผลงานที่ผ่านการปรับปรุงแล้วและเห็นว่าเป็นผลงานที่ดีมีคุณภาพ สำหรับผลงานที่ยังไม่ดีนั้นนักศึกษาสามารถนำไป upload เองได้ ถ้าต้องการ
การนำเสนอโครงการของดิฉันจะทำเป็นเว็บไซต์ ที่ประกอบด้วยเมนูสำคัญ คือ ประมวลรายวิชาอิเล็กทรอนิกส์ และคลังวิดีโอที่สอดคล้องตามสาระเนื้อหาในรายวิชา ซึ่งกำหนดกรอบการทำในช่วงนี้ไว้ 6 เรื่องเท่าที่จะหาได้ในเวลาจำกัด ได้แก่ การนำเข้าสู่บทเรียน การตั้งคำถาม การใช้สื่อการเรียนรู้ การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ การจัดกระบวนการกลุ่ม และการจัดการเรียนรู้แบบต่างๆ หากผู้อ่านสนใจก็ คลิกดูได้ที่ เมนู My Project หลังจากนั้นประมาณ 3 วันนะคะ (ขณะนี้กำลังดำเนินการนำโครงการที่ทำไว้ ขึ้น web อยู่ค่ะ)
Friday, October 8, 2010
สรุปผลการเรียนรู้ รายวิชา 01162661
รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทางหลักสูตรและการสอนเป็นวิชาที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ความสามารถในการจัดหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ดีขึ้น ซึ่งมีลักษณะการจัดการเรียนรู้โดยภาพรวม ดังนี้
1. ท่านอาจารย์ผู้สอน คือ รศ.ดร.มธุรส จงชัยกิจ และดร.นพวรรณ ฉิมรอยลาภ แห่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้วางแผนการจัดการเรียนรู้ให้แก่พวกเราอย่างดี เริ่มจากที่ท่านอาจารย์มีแผนการเรียนรู้ (Course Syllabus) ที่ชัดเจน ทำให้เรารู้ว่าเราต้องรู้อะไรบ้าง อย่างไร ทำอะไรได้บ้าง ต้องมีความสามารถอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะได้คะแนนสูง เพราะใน Syllabus นั้น ท่านอาจารย์ได้ระบุ ถึงชิ้นงานที่นักศึกษาต้องทำทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่ม และยังมีการวัดและประเมินผลที่มีเกณฑ์ประเมิน(Rubric) ชัดเจน ในส่วนนี้นักศึกษาทุกคนจะได้เรียนรู้การเขียน Course Syllabus ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องมานั่งเรียนเรื่องการเขียน Course Syllabus แต่เรียนรู้โดยผ่านประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจริง Course Syllabus ทำให้เห็นความตั้งใจและความพร้อมของท่านอาจารย์ในการจัดการเรียนรู้ให้แก่พวกเรา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างได้อย่างดี
2. เพียบพร้อมไปด้วยแหล่งเรียนรู้ คือ ในภารกิจ หรือชิ้นงานที่ท่านอาจารย์มอบหมาย ท่านได้มีการเตรียมข้อมูล แหล่งศึกษาค้นคว้า (Resource) ไว้แก่ พวกเราอย่างดีโดยการค้นหา วิเคราะห์ รวบรวมและคัดเลือก web ดีดีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร การสอน และการประเมินผลไว้ให้พวกเราโดยการทำ link ไปสู่ web ต่างๆ ไว้ให้เราได้ศึกษา ทำความเข้าใจ และนำไปใช้อย่างสะดวกสบาย จัดเป็นการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจริงๆ คือ ผู้สอนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (Facilities) ผู้เรียนเรียนรู้โดยการอ่าน อภิปรายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำให้เกิดการร่วมมือกันเรียนรู้ และจัดการความรู้ นับได้ว่าเป็นการสอนแบบ Cooperative Learning ด้วย เพราะสมาชิกทุกคนจะได้รับผิดชอบศึกษา นำเสนอผลการศึกษาและอภิปราย ผลงานของแต่ละคนจะส่งผลถึงผลงานของกลุ่มด้วย
เนื้อหาที่ท่านอาจารย์จัดไว้ให้ศึกษาเป็นเรื่องเกี่ยวกับ นวัตกรรมด้านหลักสูตร การสอนและ การวัดและการประเมินผล และความรู้ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ web 2.0 เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาที่มาจาก web ของต่างประเทศ ดังนั้นผู้เรียนจะได้ฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาเรียนรู้ไปด้วย ถ้าให้ประเมินตนเองระหว่างตอนเริ่มเรียนกับปลายภาค คิดว่าภาษาอังกฤษในการแปลความเริ่มจะดีขึ้น คือ เข้าใจเนื้อหาที่ศึกษาได้เร็วและรู้แนวทางการแปลความได้มากขึ้น
3. จัดการเรียนรู้แบบ Blended Learning โดยจัดการเรียนรู้และเสริม เติมเต็มอย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลากหลายวิธี ได้แก่
3.1 เสริมเติมเต็มโดยผ่านการเรียนรู้ทาง KU-LMS MAXLEARN ซึ่งมีช่องให้
นักศึกษาได้เรียนรู้ และทราบคำแนะนำจากท่านอาจารย์ เปิดโอกาสให้ได้ฝึกใช้ ICT ไปในตัวด้วย เรียกได้ว่าเป็น 3 in 1 จริงๆ เช่น ให้นักศึกษาสนทนา อภิปรายกันโดยผ่านเมนู ที่เรียกว่า Nisit talk, Ajarn talk และ Group Discussion เป็นต้น
3.2 เสริมเติมเต็มในห้องเรียน โดยผ่านการอธิบาย บรรยาย เสนอแนวคิดดีดี ใช้คำถามให้คิดวิเคราะห์ เกี่ยวกับงานที่ให้ปฏิบัติใน KU-LMS MAXLEARN ชี้แนะให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ หรือจุดเด่นและให้กำลังใจ ในการปรับปรุง พัฒนาตนเองในการทำงานต่างๆ ที่ได้มอบหมายให้
วิธีสอนของอาจารย์ทำให้เราเห็นรูปแบบการสอนแบบ Blended Learning จากประสบการณ์จริง นั่นคือ ท่าน สอนวิธีการเรียนรู้ ให้เรามากกว่าการสอนให้รู้เนื้อหา นอกจากนั้นเป็นการสอนแบบ Cooperative Learning อีกด้วย
4. สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะ เป็นรายบุคคลตามความสามารถและความแตกต่างระหว่าง
บุคคล โดยผ่านการทำโครงการต่างๆ ที่นักศึกษาสนใจ ภายใต้คำแนะนำ ทำให้เกิดผลการเรียนรู้ที่หลากหลายตรงกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเรียนรู้วิธีการเขียนหลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ของของโครงการ ในลักษณะ Project based
5. เรียนรู้วิธีการวัดและประเมินผลจากการ Course Syllabus ของรายวิชา และการปฏิบัติ
จริงที่ท่านอาจารย์ได้วางแผนและแสดงให้เห็นไว้ เช่น การประเมินจากชิ้นงาน และจากแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-Portfolio) เป็นต้น โดยมีเกณฑ์การประเมิน (rubric) ประจำรายวิชาที่ชัดเจน
สรุปความแล้วดิฉันคิดว่าการเรียนในรายวิชานี้ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการวางแผนการเรียนรู้
วิธีการจัดการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมิน รวมทั้งวิธีการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ทางหลักสูตรและการสอน ที่ผ่านการศึกษาจากชั้นเรียน Resource ที่ผู้สอนเตรียมไว้ และตัวอย่างที่นักศึกษาได้ปฏิบัติจริง ทำให้ ได้คิดวิเคราะห์ ได้ปฏิบัติงานกลุ่ม ได้มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่ม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545
1. ท่านอาจารย์ผู้สอน คือ รศ.ดร.มธุรส จงชัยกิจ และดร.นพวรรณ ฉิมรอยลาภ แห่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้วางแผนการจัดการเรียนรู้ให้แก่พวกเราอย่างดี เริ่มจากที่ท่านอาจารย์มีแผนการเรียนรู้ (Course Syllabus) ที่ชัดเจน ทำให้เรารู้ว่าเราต้องรู้อะไรบ้าง อย่างไร ทำอะไรได้บ้าง ต้องมีความสามารถอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะได้คะแนนสูง เพราะใน Syllabus นั้น ท่านอาจารย์ได้ระบุ ถึงชิ้นงานที่นักศึกษาต้องทำทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่ม และยังมีการวัดและประเมินผลที่มีเกณฑ์ประเมิน(Rubric) ชัดเจน ในส่วนนี้นักศึกษาทุกคนจะได้เรียนรู้การเขียน Course Syllabus ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องมานั่งเรียนเรื่องการเขียน Course Syllabus แต่เรียนรู้โดยผ่านประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจริง Course Syllabus ทำให้เห็นความตั้งใจและความพร้อมของท่านอาจารย์ในการจัดการเรียนรู้ให้แก่พวกเรา ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างได้อย่างดี
2. เพียบพร้อมไปด้วยแหล่งเรียนรู้ คือ ในภารกิจ หรือชิ้นงานที่ท่านอาจารย์มอบหมาย ท่านได้มีการเตรียมข้อมูล แหล่งศึกษาค้นคว้า (Resource) ไว้แก่ พวกเราอย่างดีโดยการค้นหา วิเคราะห์ รวบรวมและคัดเลือก web ดีดีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร การสอน และการประเมินผลไว้ให้พวกเราโดยการทำ link ไปสู่ web ต่างๆ ไว้ให้เราได้ศึกษา ทำความเข้าใจ และนำไปใช้อย่างสะดวกสบาย จัดเป็นการสอนแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจริงๆ คือ ผู้สอนทำหน้าที่อำนวยความสะดวก (Facilities) ผู้เรียนเรียนรู้โดยการอ่าน อภิปรายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ทำให้เกิดการร่วมมือกันเรียนรู้ และจัดการความรู้ นับได้ว่าเป็นการสอนแบบ Cooperative Learning ด้วย เพราะสมาชิกทุกคนจะได้รับผิดชอบศึกษา นำเสนอผลการศึกษาและอภิปราย ผลงานของแต่ละคนจะส่งผลถึงผลงานของกลุ่มด้วย
เนื้อหาที่ท่านอาจารย์จัดไว้ให้ศึกษาเป็นเรื่องเกี่ยวกับ นวัตกรรมด้านหลักสูตร การสอนและ การวัดและการประเมินผล และความรู้ด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ web 2.0 เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาที่มาจาก web ของต่างประเทศ ดังนั้นผู้เรียนจะได้ฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาเรียนรู้ไปด้วย ถ้าให้ประเมินตนเองระหว่างตอนเริ่มเรียนกับปลายภาค คิดว่าภาษาอังกฤษในการแปลความเริ่มจะดีขึ้น คือ เข้าใจเนื้อหาที่ศึกษาได้เร็วและรู้แนวทางการแปลความได้มากขึ้น
3. จัดการเรียนรู้แบบ Blended Learning โดยจัดการเรียนรู้และเสริม เติมเต็มอย่างต่อเนื่อง โดยใช้หลากหลายวิธี ได้แก่
3.1 เสริมเติมเต็มโดยผ่านการเรียนรู้ทาง KU-LMS MAXLEARN ซึ่งมีช่องให้
นักศึกษาได้เรียนรู้ และทราบคำแนะนำจากท่านอาจารย์ เปิดโอกาสให้ได้ฝึกใช้ ICT ไปในตัวด้วย เรียกได้ว่าเป็น 3 in 1 จริงๆ เช่น ให้นักศึกษาสนทนา อภิปรายกันโดยผ่านเมนู ที่เรียกว่า Nisit talk, Ajarn talk และ Group Discussion เป็นต้น
3.2 เสริมเติมเต็มในห้องเรียน โดยผ่านการอธิบาย บรรยาย เสนอแนวคิดดีดี ใช้คำถามให้คิดวิเคราะห์ เกี่ยวกับงานที่ให้ปฏิบัติใน KU-LMS MAXLEARN ชี้แนะให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ หรือจุดเด่นและให้กำลังใจ ในการปรับปรุง พัฒนาตนเองในการทำงานต่างๆ ที่ได้มอบหมายให้
วิธีสอนของอาจารย์ทำให้เราเห็นรูปแบบการสอนแบบ Blended Learning จากประสบการณ์จริง นั่นคือ ท่าน สอนวิธีการเรียนรู้ ให้เรามากกว่าการสอนให้รู้เนื้อหา นอกจากนั้นเป็นการสอนแบบ Cooperative Learning อีกด้วย
4. สร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะ เป็นรายบุคคลตามความสามารถและความแตกต่างระหว่าง
บุคคล โดยผ่านการทำโครงการต่างๆ ที่นักศึกษาสนใจ ภายใต้คำแนะนำ ทำให้เกิดผลการเรียนรู้ที่หลากหลายตรงกับแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเรียนรู้วิธีการเขียนหลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ของของโครงการ ในลักษณะ Project based
5. เรียนรู้วิธีการวัดและประเมินผลจากการ Course Syllabus ของรายวิชา และการปฏิบัติ
จริงที่ท่านอาจารย์ได้วางแผนและแสดงให้เห็นไว้ เช่น การประเมินจากชิ้นงาน และจากแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-Portfolio) เป็นต้น โดยมีเกณฑ์การประเมิน (rubric) ประจำรายวิชาที่ชัดเจน
สรุปความแล้วดิฉันคิดว่าการเรียนในรายวิชานี้ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการวางแผนการเรียนรู้
วิธีการจัดการเรียนรู้ วิธีการเรียนรู้ วิธีการวัดและประเมิน รวมทั้งวิธีการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ทางหลักสูตรและการสอน ที่ผ่านการศึกษาจากชั้นเรียน Resource ที่ผู้สอนเตรียมไว้ และตัวอย่างที่นักศึกษาได้ปฏิบัติจริง ทำให้ ได้คิดวิเคราะห์ ได้ปฏิบัติงานกลุ่ม ได้มีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่ม เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545
Saturday, August 28, 2010
What is Twitter?
TWITTER เป็นเครื่องมือ จาก web2.0 ที่จะนำมาใช้ในการเรียนการสอนหรือทาง
การศึกษาได้ดีอีกอย่างหนึ่งซึ่งเริ่มมีการทดลองใช้แล้ว มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น
1.Twitter ช่วยสร้างชุมชนห้องเรียน (Classroom community) การทวิทเตอร์ทั้ง
ในและนอกห้องเรียนจะทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะทวิตเตอร์ (Twitter) คือเว็บไซต์ที่ให้บริการ blog สั้น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Micro-Blog ซึ่งสามารถให้ผู้ใช้ส่งข้อความของตนเอง ให้เพื่อน ๆ ที่ติดตาม twitter ของเราอยู่อ่านได้ และเราเองก็สามารถอ่านข้อความของเพื่อน หรือคนที่เราติดตามได้ ซึ่ง twitter ก็ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ประเภท social Media ด้วย เช่นกัน ทำให้สามารถสร้างการสื่อสารในชั้นเรียนได้ดี
2. Twitter ช่วยส่งเสริมการเขียน ทำให้กิจกรรมการเขียนเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน และพัฒนาทักษะในการอ่านออกเขียนได้ มันเปิดโอกาสนักเรียนได้บันทึกความรู้ของเขาและใช้มันเพื่อตอบสนองในการทำงาน
3. ผู้เรียนสามารถใช้ Tweets เพื่อส่งคำถามหรือข้อความไปให้กลุ่มขณะที่มีกิจกรรมในชั้นเรียน
4. สามารถสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ระหว่าง ประเทศ โดยผู้เรียนสามารถPhone-tweets ไปยังโรงเรียนอื่นๆ ถึงสิ่งที่เขากำลังเรียนในชั้นเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
5. สามารถใช้สำหรับจัดการกับโครงการต่างๆ ได้สะดวก เช่น ถ้าทำงานเป็นกลุ่มเราก็สามารถใช้มือในการ Tweet ติดต่อกันเหมือนเช่นการใช้ อีเมล
6. Twitter สามารถใช้ในทางการศึกษาเพื่อเสริมสร้างการปฏิสัมพันธ์เกี่ยวกับหัวข้อที่กำหนด
7. Twitterช่วยอำนวยความสะดวกต่อเครือข่ายการเรียนรู้ของบุคคล ใน blog เกี่ยวกับการศึกษา ในบริบทที่ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามและเรียนรู้จากโลกของออนไลน์ได้
8. Twitter ช่วยให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา (dynamic)
9. มันสามารถเก็บใจความบทสนทนาของผู้เรียนเพื่อนำไปสู่หัวข้อใหม่
10. มันสนุกและช่วยให้ผู้เรียนเห็นสิ่งต่างๆ เสมือนจริงในรายวิชาที่เรียน
11. ให้บริการในการอ้างอิง
12. Twitter ส่งผลกระทบทางบวกต่อการศึกษา
จะเห็นว่า twitter ให้ผลทางบวกต่อการศึกษาและประโยชน์ต่างๆ ของ Twitter นี่เองทำให้ Twitter ฮิตไปทั่วโลก ก็เพราะว่ามีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เขียน สามารถอัพเดทหรือเขียนข้อความ (Tweet) จากที่ไหนก็ได้ ตั้งแต่หน้าเว็บไซต์ บนโปรแกรมที่ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งบนโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้ผู้เขียน twitter นั้นสามารถอัพเดทได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
การศึกษาได้ดีอีกอย่างหนึ่งซึ่งเริ่มมีการทดลองใช้แล้ว มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น
1.Twitter ช่วยสร้างชุมชนห้องเรียน (Classroom community) การทวิทเตอร์ทั้ง
ในและนอกห้องเรียนจะทำให้เกิดการเรียนรู้ เพราะทวิตเตอร์ (Twitter) คือเว็บไซต์ที่ให้บริการ blog สั้น หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า Micro-Blog ซึ่งสามารถให้ผู้ใช้ส่งข้อความของตนเอง ให้เพื่อน ๆ ที่ติดตาม twitter ของเราอยู่อ่านได้ และเราเองก็สามารถอ่านข้อความของเพื่อน หรือคนที่เราติดตามได้ ซึ่ง twitter ก็ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ประเภท social Media ด้วย เช่นกัน ทำให้สามารถสร้างการสื่อสารในชั้นเรียนได้ดี
2. Twitter ช่วยส่งเสริมการเขียน ทำให้กิจกรรมการเขียนเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน และพัฒนาทักษะในการอ่านออกเขียนได้ มันเปิดโอกาสนักเรียนได้บันทึกความรู้ของเขาและใช้มันเพื่อตอบสนองในการทำงาน
3. ผู้เรียนสามารถใช้ Tweets เพื่อส่งคำถามหรือข้อความไปให้กลุ่มขณะที่มีกิจกรรมในชั้นเรียน
4. สามารถสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ระหว่าง ประเทศ โดยผู้เรียนสามารถPhone-tweets ไปยังโรงเรียนอื่นๆ ถึงสิ่งที่เขากำลังเรียนในชั้นเรียน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
5. สามารถใช้สำหรับจัดการกับโครงการต่างๆ ได้สะดวก เช่น ถ้าทำงานเป็นกลุ่มเราก็สามารถใช้มือในการ Tweet ติดต่อกันเหมือนเช่นการใช้ อีเมล
6. Twitter สามารถใช้ในทางการศึกษาเพื่อเสริมสร้างการปฏิสัมพันธ์เกี่ยวกับหัวข้อที่กำหนด
7. Twitterช่วยอำนวยความสะดวกต่อเครือข่ายการเรียนรู้ของบุคคล ใน blog เกี่ยวกับการศึกษา ในบริบทที่ผู้เรียนสามารถตั้งคำถามและเรียนรู้จากโลกของออนไลน์ได้
8. Twitter ช่วยให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา (dynamic)
9. มันสามารถเก็บใจความบทสนทนาของผู้เรียนเพื่อนำไปสู่หัวข้อใหม่
10. มันสนุกและช่วยให้ผู้เรียนเห็นสิ่งต่างๆ เสมือนจริงในรายวิชาที่เรียน
11. ให้บริการในการอ้างอิง
12. Twitter ส่งผลกระทบทางบวกต่อการศึกษา
จะเห็นว่า twitter ให้ผลทางบวกต่อการศึกษาและประโยชน์ต่างๆ ของ Twitter นี่เองทำให้ Twitter ฮิตไปทั่วโลก ก็เพราะว่ามีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เขียน สามารถอัพเดทหรือเขียนข้อความ (Tweet) จากที่ไหนก็ได้ ตั้งแต่หน้าเว็บไซต์ บนโปรแกรมที่ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งบนโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้ผู้เขียน twitter นั้นสามารถอัพเดทได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
การ Save file จากรายงานของแต่ละกลุ่ม
วันนี้เรียนเรื่องการบันทึกไฟล์จาการทำรายงานของแต่ละกลุ่มที่ส่งในรายวิชานี้ มีขั้นตอน ดังนี้ค่ะ
1. ไปที่ menu รายงาน แล้ว คลิกขวาจะปรากฏหน้าต่างใหม่
2. คลิกที่ Open in new Window
3. คลิกที่มุมขวาให้ใหญ่ (max)
4. กดscrollbar ลงไปล่างสุด
5. คลิก show all
6. เลือก print..
7. ไปที่ select printer เลือก AdobePDF
8. คลิก print
9. จะขึ้นหน้าจอ Save PDF File as ให้ตั้งชื่อไฟล์ (File name) เป็น Report1g1
10. คลิก save ก็จะสำเร็จในการบันทึก file ของเรา
ซึ่งเราสามารถ Check ได้ โดยไปที่ My Computer ที่ที่ folder ของเราได้บันทึกไว้ ลองดูนะคะจะได้ผล
เป็นประโยชน์จริงๆ ค่ะ
1. ไปที่ menu รายงาน แล้ว คลิกขวาจะปรากฏหน้าต่างใหม่
2. คลิกที่ Open in new Window
3. คลิกที่มุมขวาให้ใหญ่ (max)
4. กดscrollbar ลงไปล่างสุด
5. คลิก show all
6. เลือก print..
7. ไปที่ select printer เลือก AdobePDF
8. คลิก print
9. จะขึ้นหน้าจอ Save PDF File as ให้ตั้งชื่อไฟล์ (File name) เป็น Report1g1
10. คลิก save ก็จะสำเร็จในการบันทึก file ของเรา
ซึ่งเราสามารถ Check ได้ โดยไปที่ My Computer ที่ที่ folder ของเราได้บันทึกไว้ ลองดูนะคะจะได้ผล
เป็นประโยชน์จริงๆ ค่ะ
Wednesday, August 11, 2010
การเปลี่ยนแปลงในโลกสร้างสรรค์โดยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของคนเราอย่างมากในทุกด้านซึ่งกล่าวได้ว่าตอบสนองธรรมชาติของมนุษย์ คือ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ตามลำพังผู้เดียวได้ จำเป็นต้องมีการสื่อสารเพื่อการมีชีวิตรอด ยิ่ง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีการสื่อสาร 2 ทาง (two ways)ก็ยิ่งได้รับการตอบรับที่ดี อย่างเช่น web 2.0 ในปัจจุบัน เป็น web ที่ผู้อ่านสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่อ่านกลับไปได้อย่างรวดเร็วเสมือนการพูดคุยกันซึ่งๆ หน้า ทั้งๆ ที่บางครั้งอยู่กันคนละซีกโลก และที่สำคัญทราบข่าวว่ากำลังจะย่างไปสู่ web 3.0 ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงๆ จากที่กล่าวแล้วว่ ICT เข้ามามีบทบาทในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเรียนการสอน ทำให้วิธีการสอนของครู (Pedagogy of Teacher)ในศตวรรษที่ 20 และยุคที่กำลังย่างสู่ศตวรรษที่ 21นี้แตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งนักวิชาการหลายท่านเรียกศตวรรษที่ 21 นี้ว่า ยุค ICT-rich Pedagogy ความแตกต่างด้านวิธีการสอนของยุคทั้งสองเป็นดังนี้
1. ศตวรรษที่ 20 มีการสอนวิชาและทักษะต่างๆ จำนวนมาก แต่วิธีการสอนยุค ICT-rich เน้นการสอนวิชาและทักษะที่เป็นแกนและการเรียนรู้ที่เป็นไปได้ ยืดหยุ่นไปสู่การเรียนรู้ที่เป็นแกน
2. ศตวรรษที่ 20 เสริมสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพโดยผ่านการพัฒนาวิชาและทักษะจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่วิธีการสอนยุค ICT-rich ครูส่วนใหญ่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพของเขาโดยการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางการศึกษา และให้ความเข้มข้นกับวิชาที่เป็นประโยชน์ โดยการเรียนรู้ผ่าน ICT เป็นส่วนใหญ่
3. ศตวรรษที่ 20 ครูวางแผนและสังเกตการจัดการเรียนเรียนรู้เพียงลำพัง แต่วิธีการสอนยุค ICT-rich ครูหลายๆ คนทำงานโดยร่วมมือกันเพื่อ share แหล่งเรียนรู้กัน ทั้งที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันและที่อยู่ในท้องที่ห่างไกลกัน
4. ศตวรรษที่ 20 ใช้ตัวอย่างจากตำราและหนังสือ แต่วิธีการสอนยุค ICT-richใช้ตัวอย่างต่างๆ จากทั่วโลกอย่างแท้จริง
5. ศตวรรษที่ 20 ครูเลือกและจัดสื่อและแหล่งการเรียนรู้ให้ แต่ครูยุค ICT-rich ครูเพียงให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ แก่ผู้เรียนเพื่อสืบเส่าะ (investigate)และแหล่งการเรียนรู้หลายอย่างได้จัดขึ้นโดยผู้เรียนเอง
ความแตกต่างด้านวิธีการสอนของ 2 ยุคนี้ยังต่างกันอีกหลายประการ ผู้เขียนจะนำมาเขียนเพิ่มในภายหลัง หากผู้อ่านคิดออกและต้องการเติมเต็มให้ก็จักขอบคุณอย่างมากค่ะ
1. ศตวรรษที่ 20 มีการสอนวิชาและทักษะต่างๆ จำนวนมาก แต่วิธีการสอนยุค ICT-rich เน้นการสอนวิชาและทักษะที่เป็นแกนและการเรียนรู้ที่เป็นไปได้ ยืดหยุ่นไปสู่การเรียนรู้ที่เป็นแกน
2. ศตวรรษที่ 20 เสริมสร้างความก้าวหน้าทางอาชีพโดยผ่านการพัฒนาวิชาและทักษะจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่วิธีการสอนยุค ICT-rich ครูส่วนใหญ่ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพของเขาโดยการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางการศึกษา และให้ความเข้มข้นกับวิชาที่เป็นประโยชน์ โดยการเรียนรู้ผ่าน ICT เป็นส่วนใหญ่
3. ศตวรรษที่ 20 ครูวางแผนและสังเกตการจัดการเรียนเรียนรู้เพียงลำพัง แต่วิธีการสอนยุค ICT-rich ครูหลายๆ คนทำงานโดยร่วมมือกันเพื่อ share แหล่งเรียนรู้กัน ทั้งที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันและที่อยู่ในท้องที่ห่างไกลกัน
4. ศตวรรษที่ 20 ใช้ตัวอย่างจากตำราและหนังสือ แต่วิธีการสอนยุค ICT-richใช้ตัวอย่างต่างๆ จากทั่วโลกอย่างแท้จริง
5. ศตวรรษที่ 20 ครูเลือกและจัดสื่อและแหล่งการเรียนรู้ให้ แต่ครูยุค ICT-rich ครูเพียงให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ แก่ผู้เรียนเพื่อสืบเส่าะ (investigate)และแหล่งการเรียนรู้หลายอย่างได้จัดขึ้นโดยผู้เรียนเอง
ความแตกต่างด้านวิธีการสอนของ 2 ยุคนี้ยังต่างกันอีกหลายประการ ผู้เขียนจะนำมาเขียนเพิ่มในภายหลัง หากผู้อ่านคิดออกและต้องการเติมเต็มให้ก็จักขอบคุณอย่างมากค่ะ
Saturday, July 3, 2010
Welcome Message : ยินดีต้อนรับ
Welcome to My Blog on ICT and ePortfolio Site!
Urairat
Welcome to My Blog on ICT and ePortfolio Site!
Subscribe to:
Posts (Atom)